Neal Morse หนุ่มใหญ่วัย 47 ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีมานานพอสมควร กับดนตรีสรรเสริญพระเจ้าของเขา รวมถึงเป็นนักแต่งเพลงโปรเกรสสีฟร็อคที่มากความสามารถ พร้อมกับเคยร่วมงานกับศิลปินมากฝีมือมากมาย เนื้อเพลงทุกเพลงของเขาเป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดนิยามใหม่ของโปรเกรสสีฟร็อคขึ้นมา เรียกว่า Cprog. (Christian Progressive Rock) แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ทำแนวโปรเกรสสีฟเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีอัลบั้มที่ไม่ใช่แนวที่เขาถนัดอยู่อีกหลายชุด
เขาออกอัลบั้ม Cprog. มาสี่ชุดแล้ว(รวมอัลบั้มที่กำลังจะกล่าวถึงในต่อไปนี้ด้วย) และโปรดสังเกตได้ แต่ละอัลบั้มก็จะมีนักดนตรีที่เป็น "ซูเปอร์กรุ๊ป" ที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา แต่มือกลองในทั้งสี่อัลบั้มนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก Mike Portnoy จาก Dream Theater เนื่องจากการร่วมงานกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่โปรเจ็ค Transatlantic ของคุณไมค์ และ Randy George จาก Ajalon มารับหน้าที่มือเบสตั้งแต่อัลบั้ม One เป็นต้นมา ในส่วนของเครื่องดนตรีอื่นๆก็จะเปลี่ยนไปเืรื่อยๆ...
Musician Lists
Testimony
Neal Morse - Keyboards, Vocals
Mike Portnoy - Drums
Kerry Livgren(Kansas) - Guitars
One
Neal Morse - Keyboards, Vocals
Mike Portnoy - Drums
Randy George(Ajalon) - Bass
Phil Keaggy - Guitars
?
Neal Morse - Keyboards, Vocals
Mike Portnoy - Drums
Randy George - Bass
Roine Stolt(The Flower Kings) - Add. Guitars
Steve Hackett(Ex-Genesis) - Add. Guitars
Jordan Rudess(Dream Theater) - Add. Keyboards
ในส่วนของอัลบั้มที่ผมกำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นอัลบั้มใหม่ล่าสุดของเขาที่ชื่อ Sola Scriptura ที่มีนักดนตรีหลักเช่นเดียวกับอัลบั้มก่อนๆ แ่ต่ในชุดนี้จะเพิ่ม Paul Gilbert ในภาคกีต้าร์ ตัวพอลเองก็เคยร่วมงานกับนีลและไมค์มาแล้วในโปรเจ็ค Yellow Matter Castard ที่เป็นวงคัฟเวอร์เพลงของ Beatles

เนื้อหาของคอนเซ็ปต์อัลบั้มชุดนี้จะเป็นเรื่องราวชีวิตของนักบวชชาวเยอรมันนาม Martin Luther จากศตรวรรษที่ 16 ที่ต้องเผชิญปัญหามากมายในการทำงานด้านศาสนาของเขาเพียงลำพัง ดนตรีของอัลบั้มนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปจากชุดก่อนอยู่พอสมควร เนื่องจากกีต้าร์ของพอลทำให้เพลงหนักขึ้น จนบางทีอาจจะเป็นโปรเกรสสีฟเมทัลแบบ Dream Theater ผสมกับไลน์กีต้าร์จาก Racer X ก็เป็นได้ ไม่เพียงเท่านั้น เนื้อหาของอัลบั้มนี้ก็ยังมีความซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน ถ้าใครอยากจะเข้าใจคอนเซ็ปต์อัลบั้มชุดนี้อย่างถ่องแท้ละก็ ผมขอแนะนำให้ลองไปหาประวัติของ Martin Luther มาเปรียบเทียบกับเนื้อหาของแต่ละเพลงในชุดนี้ด้วย เนื่องจากเจ้าของอัลบั้มได้เขียนไลเนอร์โน้ตไว้ว่า เขาไม่ได้สนใจในเรื่องการต่อต้านชาวยิวของ Martin เท่าไรนัก และเป้าหมายในการเขียนอัลบั้มนี้คือ แนวคิด "จากความมืด สู่แสงสว่าง" ซึ่งเนื้อหาเพลงก็สื่อความหมายแบบนี้อย่างชัดเจน
่มีบางส่วนของอัลบั้มที่น่าสังเกต อย่างเพลง The Door ที่มีเนื้อหาบางส่วนคล้ายกับเพลง In The Name of God จากอัลบั้ม Train of Thought ของ Dream Theater ซึ่งผมเข้าใจว่า นีลอาจจะต้องการสื่อเนื้อหาแบบเดียวกับที่ John Petrucci เคยแต่งไว้ก็ได้ (ถ้าใครคิดแบบอื่นก็ช่วยเสนอมา็้ได้ครับ) และนั่นก็ทำให้มาร์ตินต้องบอก "ความจริง" ให้ทุกคนได้รับรู้ ต่อไป ส่วนสามเพลงหลังผมจะขอสรุปไว้คร่าวๆละกันนะครับ รายละเอียดที่เหลือขอให้ไปติดตามในเพลงของอัลบั้มนี้
The Conflict - ความขัดแย้งที่นำไปสู่ความมืด
Heaven In My Heart - การขอร้องให้พระเยซูช่วยชี้แนะเส้นทางสู่แสงสว่าง
The Conclusion - เมื่อแสงสว่างกลับมาอีกครั้ง...
ในภาคดนตรีของอัลบั้มนี้ ก็จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่กีต้าร์ของพอลเป็นต้นมา แต่ก็ยังคงมีเครื่องสาย และเครื่องเป่าช่วยเหลืออยู่บ้าง และบางทีคีย์บอร์ดก็จำลองเสียงเครื่องสายขึ้นมา ทำให้ภาคดนตรีของชุดนี้ดูอลังการพอสมควร แถมด้วยลูกเล่นเล็กน้อยๆในเพลง The Conflict ที่เป็นจังหวะลาตินร่วมด้วยฟลาเมงโกกีต้าร์จากนายพอล(เจ้าเดิม) ทำให้เพลงนี้ดูร่าเริง(แบบหม่นๆ) โซโลของทั้งกีต้าร์และคีย์บอร์ดก็โชว์เทคนิคกันเต็มที่ กลองกับเบสก็จะมีช่วงอยู่บ้างซึ่งโดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ทำนองบางทำนองก็ออกมาตามสูตรของคอนเซ็ปต์อัลบั้มก็คือ การยืมทำนองจากเพลงแรกมาใช้ ซึ่งมีอยู่หลายจุดทีเดียว โดยเฉพาะเพลงสุดท้ายที่เอาทำนองบางส่วนของเพลงแรกมาใช้ในช่วงท้ายๆเพลง แต่เวลาจบอัลบั้มก็ไม่ค่อยจะเหมือนชาวบ้านนิดนึง ตรงที่วงอื่นๆเขาจะจบแบบอลังการไม่ก็สวยงาม ส่วนอัลบั้มนี้ของคุณนีลจะจบแบบเงียบ(และเงียบสนิทด้วย)
ข้อสังเกตอีกอย่างคือ อัลบั้มนี้มีเพลงอยู่แค่สี่เพลงเท่านั้น เนื่องจากสองเพลงแรกก็ยาวไปค่อนอัลบั้มแล้วละครับ (29 นาที และ 25 นาที ตามลำดับ) ซึ่งบางคนอาจจะเบื่อไปเลยก็ได้ แต่ขอแนะนำว่า ให้หาเวลาฟังให้จบและฟังหลายๆครั้ง แล้วจะสนุกไปกับมันเองครับ
edit @ 2007/06/04 18:25:21
เขาออกอัลบั้ม Cprog. มาสี่ชุดแล้ว(รวมอัลบั้มที่กำลังจะกล่าวถึงในต่อไปนี้ด้วย) และโปรดสังเกตได้ แต่ละอัลบั้มก็จะมีนักดนตรีที่เป็น "ซูเปอร์กรุ๊ป" ที่เปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา แต่มือกลองในทั้งสี่อัลบั้มนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก Mike Portnoy จาก Dream Theater เนื่องจากการร่วมงานกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่โปรเจ็ค Transatlantic ของคุณไมค์ และ Randy George จาก Ajalon มารับหน้าที่มือเบสตั้งแต่อัลบั้ม One เป็นต้นมา ในส่วนของเครื่องดนตรีอื่นๆก็จะเปลี่ยนไปเืรื่อยๆ...
Musician Lists
Testimony
Neal Morse - Keyboards, Vocals
Mike Portnoy - Drums
Kerry Livgren(Kansas) - Guitars
One
Neal Morse - Keyboards, Vocals
Mike Portnoy - Drums
Randy George(Ajalon) - Bass
Phil Keaggy - Guitars
?
Neal Morse - Keyboards, Vocals
Mike Portnoy - Drums
Randy George - Bass
Roine Stolt(The Flower Kings) - Add. Guitars
Steve Hackett(Ex-Genesis) - Add. Guitars
Jordan Rudess(Dream Theater) - Add. Keyboards
ในส่วนของอัลบั้มที่ผมกำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นอัลบั้มใหม่ล่าสุดของเขาที่ชื่อ Sola Scriptura ที่มีนักดนตรีหลักเช่นเดียวกับอัลบั้มก่อนๆ แ่ต่ในชุดนี้จะเพิ่ม Paul Gilbert ในภาคกีต้าร์ ตัวพอลเองก็เคยร่วมงานกับนีลและไมค์มาแล้วในโปรเจ็ค Yellow Matter Castard ที่เป็นวงคัฟเวอร์เพลงของ Beatles

เนื้อหาของคอนเซ็ปต์อัลบั้มชุดนี้จะเป็นเรื่องราวชีวิตของนักบวชชาวเยอรมันนาม Martin Luther จากศตรวรรษที่ 16 ที่ต้องเผชิญปัญหามากมายในการทำงานด้านศาสนาของเขาเพียงลำพัง ดนตรีของอัลบั้มนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปจากชุดก่อนอยู่พอสมควร เนื่องจากกีต้าร์ของพอลทำให้เพลงหนักขึ้น จนบางทีอาจจะเป็นโปรเกรสสีฟเมทัลแบบ Dream Theater ผสมกับไลน์กีต้าร์จาก Racer X ก็เป็นได้ ไม่เพียงเท่านั้น เนื้อหาของอัลบั้มนี้ก็ยังมีความซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน ถ้าใครอยากจะเข้าใจคอนเซ็ปต์อัลบั้มชุดนี้อย่างถ่องแท้ละก็ ผมขอแนะนำให้ลองไปหาประวัติของ Martin Luther มาเปรียบเทียบกับเนื้อหาของแต่ละเพลงในชุดนี้ด้วย เนื่องจากเจ้าของอัลบั้มได้เขียนไลเนอร์โน้ตไว้ว่า เขาไม่ได้สนใจในเรื่องการต่อต้านชาวยิวของ Martin เท่าไรนัก และเป้าหมายในการเขียนอัลบั้มนี้คือ แนวคิด "จากความมืด สู่แสงสว่าง" ซึ่งเนื้อหาเพลงก็สื่อความหมายแบบนี้อย่างชัดเจน
่มีบางส่วนของอัลบั้มที่น่าสังเกต อย่างเพลง The Door ที่มีเนื้อหาบางส่วนคล้ายกับเพลง In The Name of God จากอัลบั้ม Train of Thought ของ Dream Theater ซึ่งผมเข้าใจว่า นีลอาจจะต้องการสื่อเนื้อหาแบบเดียวกับที่ John Petrucci เคยแต่งไว้ก็ได้ (ถ้าใครคิดแบบอื่นก็ช่วยเสนอมา็้ได้ครับ) และนั่นก็ทำให้มาร์ตินต้องบอก "ความจริง" ให้ทุกคนได้รับรู้ ต่อไป ส่วนสามเพลงหลังผมจะขอสรุปไว้คร่าวๆละกันนะครับ รายละเอียดที่เหลือขอให้ไปติดตามในเพลงของอัลบั้มนี้
The Conflict - ความขัดแย้งที่นำไปสู่ความมืด
Heaven In My Heart - การขอร้องให้พระเยซูช่วยชี้แนะเส้นทางสู่แสงสว่าง
The Conclusion - เมื่อแสงสว่างกลับมาอีกครั้ง...
ในภาคดนตรีของอัลบั้มนี้ ก็จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่กีต้าร์ของพอลเป็นต้นมา แต่ก็ยังคงมีเครื่องสาย และเครื่องเป่าช่วยเหลืออยู่บ้าง และบางทีคีย์บอร์ดก็จำลองเสียงเครื่องสายขึ้นมา ทำให้ภาคดนตรีของชุดนี้ดูอลังการพอสมควร แถมด้วยลูกเล่นเล็กน้อยๆในเพลง The Conflict ที่เป็นจังหวะลาตินร่วมด้วยฟลาเมงโกกีต้าร์จากนายพอล(เจ้าเดิม) ทำให้เพลงนี้ดูร่าเริง(แบบหม่นๆ) โซโลของทั้งกีต้าร์และคีย์บอร์ดก็โชว์เทคนิคกันเต็มที่ กลองกับเบสก็จะมีช่วงอยู่บ้างซึ่งโดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ทำนองบางทำนองก็ออกมาตามสูตรของคอนเซ็ปต์อัลบั้มก็คือ การยืมทำนองจากเพลงแรกมาใช้ ซึ่งมีอยู่หลายจุดทีเดียว โดยเฉพาะเพลงสุดท้ายที่เอาทำนองบางส่วนของเพลงแรกมาใช้ในช่วงท้ายๆเพลง แต่เวลาจบอัลบั้มก็ไม่ค่อยจะเหมือนชาวบ้านนิดนึง ตรงที่วงอื่นๆเขาจะจบแบบอลังการไม่ก็สวยงาม ส่วนอัลบั้มนี้ของคุณนีลจะจบแบบเงียบ(และเงียบสนิทด้วย)
ข้อสังเกตอีกอย่างคือ อัลบั้มนี้มีเพลงอยู่แค่สี่เพลงเท่านั้น เนื่องจากสองเพลงแรกก็ยาวไปค่อนอัลบั้มแล้วละครับ (29 นาที และ 25 นาที ตามลำดับ) ซึ่งบางคนอาจจะเบื่อไปเลยก็ได้ แต่ขอแนะนำว่า ให้หาเวลาฟังให้จบและฟังหลายๆครั้ง แล้วจะสนุกไปกับมันเองครับ
edit @ 2007/06/04 18:25:21