ถึงคราวของกลุ่ม Masada String Trio ได้แสดงฝีมือบรรเลงเครื่องสายสามชิ้นผ่านการประพันธ์ของพี่ซอร์น (อย่าหาว่าลำเอียงเลยครับ ช่วงนี้ผู้เขียนก็อินไปกับพี่ซอร์นอยู่มากทีเดียว) สำหรับกลุ่มเครื่องสายกลุ่มนี้ก็จะเป็นหนึ่งในโปรเจ็คย่อยในสาขา Masada ของพี่ซอร์น (ซึ่งแกก็ประพันธ์เพลงเองทั้งหมดนั่นแล) ซึ่งจะประกอบไปด้วยนักดนตรีฝีมือหลอน (เน้นครับว่าหลอน) อย่าง Greg Cohen มือเบสที่แวะเวียนมาทำงานร่วมกับพี่แกบ่อยๆ (Filmworks 19 ก็เล่นนะฮะ) Mark Feldman ในตำแหน่งไวโอลิน และ Erik Friedlanderเป็นมือเชลโล (คนนี้ก็อยู่ใน Filmworks 19 อีกเช่นกัน) แต่คราวนี้จะเสริมด้วยนักดนตรีอีกสามชีวิตคือ Marc Ribot ในส่วนกีต้าร์ Cyro Baptista ในตำแหน่งเครื่องเคาะ และ Joey Baron อยุ่หลังกลองชุด (สามคนหลังเล่นร่วมในชุด The Dreamers ด้วย) สมาชิกทั้งหกคนจึงรวมตัวกันเป็น Bar Kokhba Sextet เพื่อมาบรรเลงดนตรีที่แสนเรียบง่ายโดยเฉพาะ
(เรื่องราวทั้งหมดนี้ผมเพิ่งรู้มาว่าเป็นคอนเซ็ปต์ของยิว)

1. Sother
2. Dalquiel
3. Zazel
4. Gediel
5. Rahal
6. Zechriel
7. Azbugah
8. Mehalalel
9. Quelamia
10. Abdiel
อัลบั้มนี้จะอยู่ในซีรี่ส์ Masada Book Two: The Book of Angels ที่เป็นเรื่องราวของเทวดาแต่ละองค์ ซึ่งพี่ซอร์นทำมาตั้งแต่ปี 2005 เป็นซีรี่ส์เดียวละกระมังที่ไม่ได้ใช้ชื่อพี่แกเองเพราะศิลปินอื่นเป็นผู้บรรเลงทั้งหมด (แต่ถึงกระนั้น ตอน Rip ลง Windows Media มันขึ้นชื่อพี่แกเฉยเลย) ซึ่งงานนี้พี่แกเรียบเรียงทำนองบรรเลงได้งดงามมาก จนไม่น่าเชื่อว่าบุคคลที่หลุดโลกที่สุดคนหนึ่งอย่างพี่แกจะทำได้ขนาดนี้ (อย่างที่เคยบอกไปแล้วในอัลบั้ม The Dreamers ว่าอย่าคาดเดาอะไรจากแกมาก) สำหรับปกของพี่แกก็ดูจะเรียบง่ายเหลือเกิน แต่ภาพวาดที่เป็นปกด้านในก็สามารถบอกได้ว่าเป็น Lucifer เทวดาตกสวรรค์จริงๆ
งานดนตรีในชุดนี้มีความแตกต่างจากชุดที่แล้วๆมาตรงที่มีความเป็นลาตินอยู่เต็มอัลบั้ม (ใช้คำนี้คงจะถูกที่สุดนะครับ) แล้วก็เป็น Lounge Music ที่มีโครงสร้างดนตรีที่ฟังง่ายมากๆอีกหนึ่งชุดเลยทีเดียว จังหวะจะโคนก็จะมีตั้งแต่ระดับช้าถึงปานกลาง ซึ่ง Joey จะใช้แส้บังคับจังหวะให้มั่นคง เวลาโซโลแกก็เล่นได้สนุกสนานดี โดยมีเสียงบองโกคู่ของ Cyro เพิ่ม ความเป็นลาตินและมีกลิ่นอายภารตะนิดๆ เสริมจังหวะและทำนองด้วยเบสของ Greg ที่เดินได้มั่นคง แต่ตอนที่แกโซโลก็ใช่เล่นเหมือนกันนะขอรับ
สำหรับเมโลดี้ ไวโอลิน เชลโล และกีต้าร์ก็ประสานงานกันได้เข้าขา (แน่นอนละครับ ร่วมงานกันมานานขนาดนี้) แล้วสามเครื่องนี้ก็แสดงเอกลักษณ์ในการบรรเลงของแต่ละชิ้นได้อย่างเยี่ยมยุทธ กีต้าร์ของ Marc จะมาในสไตล์ที่คล้ายๆกับการเอา Bill Frisell มาผสมกับลุงซันตาน่า ไวโอลินของ Mark และเชลโลของ Erik จะอยู่ในสไตล์ที่คล้ายคลึงกับ Kronos Quartet แต่อาจจะไม่หลอนเท่า แต่ทั้งคู่ก็สามารถทำไลน์ประสานเพื่อเสริมเสียงกีต้าร์ได้อย่างดีทีเดียว แต่ละคนก็จะแสดงศักยภาพทางดนตรีออกมาได้เต็มที่ผ่านการโซโลอิมโพรไวส์ที่บ้างก็อ่อนไหว บ้างก็ดุดัน ยิ่งบางเพลงที่เน้นทำนองที่ Freeform มากๆอย่าง Mehalalel พวกเขาจะอิมโพรไวส์กันได้อย่างหนักหน่วงทีเดียว
เพลงเด่นผมคงจะยกให้ Mehalalel เป็นไฮไลต์ละครับ ด้วยความที่เพลงนี้เป็นเพลงที่โชว์ศักยภาพ(หรือความบ้า)ของนักดนตรีแต่้ละคนได้อย่างเต็มที่ จุดเด่นก็จะไล่ไปตั้งแต่การสี่ที่รวดเร็วของไวโอลินและเชลโล รวมไปถึงเมโลดิกริฟของกีต้าร์ที่ทำออกมาได้อย่างโดดเด่น ต่อด้วย Abdiel ที่ทำท่อนพีคสุดท้ายของอัลบั้มออกมาได้อย่างงดงาม และอีกเพลงคือ Zazel ที่ตัวเพลงให้ความรู้สึกเป็นภารตะจริงๆ (ภารตะอย่างหลอนๆเสียด้วยนะครับ)
ภาพรวมของอัลบั้มนี้การนำเอาลาติน เวิลด์มิวสิก เลานจ์ และ เซิร์ฟ มาผสมผสานกลายเป็นดนตรีเอกลักษณ์ที่มีความกลมกล่อม และเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย องค์ประกอบทางดนตรีในชุดนี้มีความเป็นแจ๊สอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว แต่อาจจะอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม ขอให้ทุกท่านสนุกกับดนตรที่ีไพเราะอย่าง "นอกกรอบ" เช่นนี้เรื่อยไป
(เรื่องราวทั้งหมดนี้ผมเพิ่งรู้มาว่าเป็นคอนเซ็ปต์ของยิว)

1. Sother
2. Dalquiel
3. Zazel
4. Gediel
5. Rahal
6. Zechriel
7. Azbugah
8. Mehalalel
9. Quelamia
10. Abdiel
อัลบั้มนี้จะอยู่ในซีรี่ส์ Masada Book Two: The Book of Angels ที่เป็นเรื่องราวของเทวดาแต่ละองค์ ซึ่งพี่ซอร์นทำมาตั้งแต่ปี 2005 เป็นซีรี่ส์เดียวละกระมังที่ไม่ได้ใช้ชื่อพี่แกเองเพราะศิลปินอื่นเป็นผู้บรรเลงทั้งหมด (แต่ถึงกระนั้น ตอน Rip ลง Windows Media มันขึ้นชื่อพี่แกเฉยเลย) ซึ่งงานนี้พี่แกเรียบเรียงทำนองบรรเลงได้งดงามมาก จนไม่น่าเชื่อว่าบุคคลที่หลุดโลกที่สุดคนหนึ่งอย่างพี่แกจะทำได้ขนาดนี้ (อย่างที่เคยบอกไปแล้วในอัลบั้ม The Dreamers ว่าอย่าคาดเดาอะไรจากแกมาก) สำหรับปกของพี่แกก็ดูจะเรียบง่ายเหลือเกิน แต่ภาพวาดที่เป็นปกด้านในก็สามารถบอกได้ว่าเป็น Lucifer เทวดาตกสวรรค์จริงๆ
งานดนตรีในชุดนี้มีความแตกต่างจากชุดที่แล้วๆมาตรงที่มีความเป็นลาตินอยู่เต็มอัลบั้ม (ใช้คำนี้คงจะถูกที่สุดนะครับ) แล้วก็เป็น Lounge Music ที่มีโครงสร้างดนตรีที่ฟังง่ายมากๆอีกหนึ่งชุดเลยทีเดียว จังหวะจะโคนก็จะมีตั้งแต่ระดับช้าถึงปานกลาง ซึ่ง Joey จะใช้แส้บังคับจังหวะให้มั่นคง เวลาโซโลแกก็เล่นได้สนุกสนานดี โดยมีเสียงบองโกคู่ของ Cyro เพิ่ม ความเป็นลาตินและมีกลิ่นอายภารตะนิดๆ เสริมจังหวะและทำนองด้วยเบสของ Greg ที่เดินได้มั่นคง แต่ตอนที่แกโซโลก็ใช่เล่นเหมือนกันนะขอรับ
สำหรับเมโลดี้ ไวโอลิน เชลโล และกีต้าร์ก็ประสานงานกันได้เข้าขา (แน่นอนละครับ ร่วมงานกันมานานขนาดนี้) แล้วสามเครื่องนี้ก็แสดงเอกลักษณ์ในการบรรเลงของแต่ละชิ้นได้อย่างเยี่ยมยุทธ กีต้าร์ของ Marc จะมาในสไตล์ที่คล้ายๆกับการเอา Bill Frisell มาผสมกับลุงซันตาน่า ไวโอลินของ Mark และเชลโลของ Erik จะอยู่ในสไตล์ที่คล้ายคลึงกับ Kronos Quartet แต่อาจจะไม่หลอนเท่า แต่ทั้งคู่ก็สามารถทำไลน์ประสานเพื่อเสริมเสียงกีต้าร์ได้อย่างดีทีเดียว แต่ละคนก็จะแสดงศักยภาพทางดนตรีออกมาได้เต็มที่ผ่านการโซโลอิมโพรไวส์ที่บ้างก็อ่อนไหว บ้างก็ดุดัน ยิ่งบางเพลงที่เน้นทำนองที่ Freeform มากๆอย่าง Mehalalel พวกเขาจะอิมโพรไวส์กันได้อย่างหนักหน่วงทีเดียว
เพลงเด่นผมคงจะยกให้ Mehalalel เป็นไฮไลต์ละครับ ด้วยความที่เพลงนี้เป็นเพลงที่โชว์ศักยภาพ(หรือความบ้า)ของนักดนตรีแต่้ละคนได้อย่างเต็มที่ จุดเด่นก็จะไล่ไปตั้งแต่การสี่ที่รวดเร็วของไวโอลินและเชลโล รวมไปถึงเมโลดิกริฟของกีต้าร์ที่ทำออกมาได้อย่างโดดเด่น ต่อด้วย Abdiel ที่ทำท่อนพีคสุดท้ายของอัลบั้มออกมาได้อย่างงดงาม และอีกเพลงคือ Zazel ที่ตัวเพลงให้ความรู้สึกเป็นภารตะจริงๆ (ภารตะอย่างหลอนๆเสียด้วยนะครับ)
ภาพรวมของอัลบั้มนี้การนำเอาลาติน เวิลด์มิวสิก เลานจ์ และ เซิร์ฟ มาผสมผสานกลายเป็นดนตรีเอกลักษณ์ที่มีความกลมกล่อม และเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย องค์ประกอบทางดนตรีในชุดนี้มีความเป็นแจ๊สอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว แต่อาจจะอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม ขอให้ทุกท่านสนุกกับดนตรที่ีไพเราะอย่าง "นอกกรอบ" เช่นนี้เรื่อยไป