2009/Jun/22

ในวันนี้เราจะมาคุยกับวง Happy January โดยจะมีคุณกบ ซึ่งเป็นนักร้องนำของวงมาคุยถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ รวมถึงทัศนคติต่อวงการเพลงในปัจจุบันด้วย เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราไปคุยกับคุณกบกันเลยดีกว่าครับ

---

K = Kob

---



ก่อนอื่นก็ขอให้แนะนำตัวให้แฟนเพลงได้รู้จักกันก่อน และตอนนี้สมาชิกวง
Happy January มีใครบ้าง
K: ชื่อกบ นะครับ ร้องนำ แต่งเพลง, มือกีตาร์ โน๊ต, มือเบส โจ, มือกลอง Jacques และ มือแซ๊ก พี่ต้อม ตอนนี้มือคีย์บอร์ดยังไม่มีเป็นของตัวเอง

ในช่วงนี้ทางวงกำลังทำอะไรอยู่บ้าง
K: ตอนนี้กำลังแต่งเพลงเพิ่มเพื่อจะออก EP ครับ มือกีตาร์ตอนนี้ไปอยู่ที่ลาว เป็นอาจารย์พิเศษแล้วก็หาความรู้ใหม่ๆทางดนตรีกับนักดนตรีฝรั่งเศสที่เล่นดนตรีในประเทศลาว

มาถึงตอนนี้แล้ว เห็นว่าทางวงได้มีเพลงอยู่ใน
Bangkok Poco Compilation ด้วย อยากทราบว่าในตอนนี้เสียงตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง
K: ตอนนี้ทั้งตัวเพลงและอัลบั้มยังไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างเนื่องจากข้อจำกัดด้านสื่อ แต่ผลตอบรับจากคนที่ได้ฟังจาก PopLive หรือ Coolvoice.com และจากคนที่ซ์ออัลบั้มไปแล้วก็ค่อนข้างน่าพอใจครับ โดยเฉพาะในหนังสือ Guitar Mag. เล่มเดือนนี้มีคอลัมน์วิจารณ์อัลบั้มของพวกเราด้วย

และคุณจะนิยามแนวดนตรีของวงว่าอะไรดี
K: จริงๆแล้วน่าจะเรียกว่า Soul-Pop หรือ Acid Jazz ก็ได้ครับ

ศิลปินที่มีอิทธิพลต่อดนตรีของคุณล่ะ
K: จริงๆแล้วมีเยอะมากครับ แต่ถ้าพูดถึงเพลงสายนี้ เราจำลองความคิดว่าถ้าเราเป็นคนดนตรี soul จากยุค70s แล้วมาเกิดในยุคนี้เพลงคงออกมาแบบนี้ ก็ลองสมมุติว่าตัวเอง เป็น Roberta Flack หรือ Al Jarreau เพลงคงออกมาแบบนี้ครับ

ถ้าหากว่าคุณได้เล่นกับศิลปินระดับโลกสักคน คุณจะเลือกใคร
K: เลือกยากมากเลยครับคงมีเยอะมาก ถ้าเป็นผู้หญิง ขอเป็น ป้า Patti Austin ถ้าเป็นศิลปินชาย ก็ George Benson ละกัน ถ้าหากว่าเป็นศิลปิน Pop ยุคนี้ ก็อยากร้องคู่กับ Amy Winehouse ครับ โดยเฉพาะ Amy นี่ถ้าติดตามงานของเธอดีๆ จะรู้ว่าเป็นคนที่ สื่อต่างประเทศก็ลุ้นให้เธอทำอัลบั้มแจ็ส ออกมาสักชุด หลังจากที่มี B-Side ที่เล่นโดยมีปู่ Jools Holland แบ็คอัพให้มาแล้ว

แฟนพันธุ์แท้ Amy มาเอง
K: ฮ่าๆ จริงๆ ผมนับถือ คนรุ่นใหม่พวกอายุ25-30 อย่าง Amy Winehouse, Amy Mcdonald หรือ  Jamie Cullum นะครับ พวกคนที่ทำเพลง Pop ได้ดีแต่ก็มีแอบทำ Side Project และศึกษาและเล่นงานเพลงที่เป็นพวกรากเหง้าของดนตรีได้อย่างถึงแก่นแท้ด้วย เห็นแบบนี้แล้วอยากให้ศิลปินรุ่นใหม่ๆ บ้านเราศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังแบบนี้บ้าง (แอบกัดคนอื่นอีก)

ไหนๆก็มาถึงเรื่องศิลปินรุ่นใหม่ๆแล้ว ท่านคิดว่าสิ่งที่เห็นในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
K: เอาบ้านเราหรือเมืองเขาหละครับ ฮ่าๆ
ลืมบอกไป ในบ้านเรานี่ละครับ
K: อืม พูดไปแล้วต้องระวังโดนกระทืบไหม ฮ่าๆ
เต็มที่ครับ ไม่ต้องเกรงใจ
K: จริงๆแล้วมันก็เป็นทั้งบ้านเราและเมืองนอกหละ เหมือนที่พี่ Noel Gallagher หรือป้า Joni Mitchell เคยด่าออกสื่อว่า หลังจากยุค90ตอนปลายๆ แทบไม่มีวงดนตรีที่จะทำเพลงดีๆ หรือเป็นฮีโร่ของเด็กๆ เลยมีแต่การแทรกแซงของธุรกิจบันเทิงที่เน้น ทำเพลงออกมามากๆ ใส่รายละเอียดน้อยๆ พยายามทำเพลงแบบเดียวกันออกมาเยอะๆเพื่อชี้นำทิศทางในการตลาดหรือล้างสมองคนฟัง เพื่อให้สื่อและธุรกิจบันเทิง หาเงินได้อยู่บนนั้นนานๆ โดยไม่ต้องเหนื่อยคิดอะไรใหม่ เมืองนอกก็มีปัญหาคือศิลปิน Hip-Hop และเด็กใหม่ที่มาจากเวทีการประกวด Academy มีเยอะเกินไป แต่ผมไม่ได้หมายถึงว่าคนที่มาจากเวทีเหล่านี้หรือแนวดนตรีคนดำสมัยใหม่Rap ไม่ดีนะ คุณสามารถเห็นความต่างระหว่าง The Roots , Wyclef Jean , Will I am , Kanye West กับ Akon หรือเด็กเวที อย่าง Guy Sebastian กับ พวก Jonas ได้

บ้านเราก็เป็นเรื่องแนวดนตรีเหมือนกัน ถ้าคุณไปเที่ยวผับ จะเจอวงดนตรีแค่
3 แนว Hip-Hop ,Ska, Emo สู้เอาเงินไปเที่ยว Coyote ยังเห็นความแตกต่างมากกว่า ฮ่าๆ ไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะครับ เพียงแค่อยากให้นักดนตรีลองถามตัวเองดีๆ ว่าถนัดแนวไหน รักที่จะเล่นแนวไหนจริงๆ ไม่ใช่เลือกเพราะว่าเล่นแนวนี้หางานง่าย ได้เงินดี โลกนี้มีที่ยืนของตัวจริงอยู่แล้วหละครับ แค่คุณอาจต้องพยายามไปถึงจุดนั้นมากกว่าคนอื่นสักหน่อย

แล้วดนตรีแจ๊สในบ้านเราล่ะ
K: เรื่องแจ็ส ถือว่ากระแสออกมาดี มีกลุ่มวัยรุ่นฟังมากขึ้น แต่ปัญหาอยู่ที่เรื่องธุรกิจอีกแหละ สินค้าที่เป็นสปอนเซอร์ดนตรีแนวนี้ มักพยายามนิยามดนตรีแนว Pop ให้ขยับขึ้นมาเป็น Jazz เพื่อจะทำให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือความเข้าใจผิดๆและค่านิยมผิดๆ อย่างเพลงของพวกผมก็ไม่ได้จัดเป็น Jazz ได้อย่างเต็มตัว แต่คำว่า Jazz ในบ้านเรามักจะสื่อถึงค่านิยม หรือระดับของการใช้ชีวิตของผู้ฟังดนตรีแนวนี้มากกว่าเนื้อแท้ของดนตรี คนฟังแจ็สเป็นคนชั้นสูงและเป็นคนมีรสนิยมจนถึงขั้นน่าหมันไส้ ผมถามว่า ถ้าหากว่าลองให้คนชั้นสูงและรสนิยมดีเหล่านั้นไปฟัง Archie Shepp หรือ The Bad Plus ดูสิ และยังจะอยากนิยามตัวเองว่าเป็นชาว Jazz อีกไหม ถ้าคุณทนฟังได้ หรือถึงขั้นชอบ คุณสอบผ่าน

อยากให้ลองทำความรู้จักกับดนตรีที่คุณฟังจริงๆ อย่าติดกับเครื่องหมายการค้าของดนตรีแนวนั้นๆเลยครับ คนฟัง
Jazz จริงๆโดยมากก็ไม่ได้ยกตัวเองเป็นคนชั้นสูงเลยสักนิด อย่างพี่โอ๋ สิเหร่ หรือพี่ปุ ผกก.แฟนฉัน ออกจะสบายๆ เป็นกันเองด้วยซ้ำ

ถ้ามาถามผมว่าแจ็สคือดนตรีของคนประเภทไหน ผมอยากตอบว่าแจ็สคือดนตรีเพื่อชีวิต ของคนดำ ฮ่าๆ ไม่เชื่อคุณลองดูต้นกำเนิดของ
Swing, Bebop หรือ Free Jazz สิ มันมาจากความทุกข์ความอัดอั้นของคนดีที่ต้องเล่นดนตรีหากินแลกข้าวใช้ชีวิตไปวันๆในซ่องหรือตามไนท์คลับ ความทุกข์ของการที่ไม่ได้รับสิทธิโดยชอบธรรมของมนุษย์ อย่างที่ Thelonius Monk บอกไว้ว่า ดนตรีไม่มีชั้นสูงชั้นต่ำ มีแค่ดนตรีที่ดีและงานดนตรีที่เลว

ทีนี้ หลังจากบรรยายกันมาเสียยาว ขอย้อนกลับไปที่เพลงแรกของวงเสียหน่อย เพลง สาย นั้นคุณได้อะไรเป็นแรงบันดาลใจในการแต่ง
K: แรงบันดาลใจง่ายๆเลย มันเป็นเรื่องที่เกิดกับคนรอบๆตัวผม คนเรามักชอบและเห็นค่าสิ่งที่อยู่ไกลเกินตัวเสมอ เช่น คุณไปชอบใครสักคนที่สวยเลิศ เพอร์เฟกต์ แต่เขาไม่เคยสนใจคุณ เมื่อมีใครสักคนใกล้ๆตัวคอยดูแล คอยห่วงใยเวลาที่คุณเป็นทุกข์ คนที่เข้าใจคุณจริงๆ ถึงเวลานั้นคุณกลับมองข้ามเขาไป คิดว่าเขาไม่ดีพอหรือเขาไม่ใช่สิ่งที่คุณคาดหวัง แต่เมื่อวันนึงที่คุณไม่มีเขาแล้ว คุณอาจจะรู้สึกว่าจริงๆแล้วคนที่คุณต้องการ ความสุขของคุณจริงๆคือคนๆนั้นที่จากไปแล้ว

หลังจากนี้ คุณมีแผนที่จะทำอัลบั้มเต็มหรือไม่

K: มีครับ ที่คิดไว้เลย คือจะทำดนตรีที่เป็น Fusion Jazz หรือ Jazz-Rock จริงๆอยากจะปรับ หรือลดทอนลงให้น้อยที่สุด เพราะทิศทางและรสนิยมการฟังดนตรีของทางวงก็ไปในทางเดียวกันอยู่หนะครับคือ ทางดิบๆ ฮ่าๆ พวกเราก็จะชอบวงอย่าง Weather Report, Trio of Doom, The Parliament แต่ถ้าทำออกมาจริงๆ การจะได้กระแสตอบรับที่ดีจากคนฟังส่วนมากคงยากอยู่ ก็คงจะทำเพลงตลาดๆ ฟังง่ายๆสบายๆ แต่มีรายละเอียดที่ดีออกมาด้วยครึ่งหนึ่งครับ

และในฐานะที่คุณเคยขายซีดีเพลงมาก่อน คุณคิดว่าสภาพเศรษฐกิจในตอนนี้และผลกระทบจาก
Mp3 จะมีผลอย่างไร
K: มีครับ แน่นอนในเรื่องนี้ คนที่จะทำเพลงออกมาโดยเฉพาะตลาดนอกกระแสต้องทำใจเรื่องยอดขายเอาไว้เลย ถ้าเป็นไปได้ควรจะมีอาชีพหลักรองรับ แต่คงจะไม่มากเพราะตลาดเพลงทางเลือกค่อนข้างจะแคบอยู่แล้ว คนที่ชอบก็มักจะเป็นนักฟังหรือนักสะสมตัวจริง ข้อดีคือ MP3 ทำให้เพลงของคุณกระจายออกไปสู่คนส่วนมากได้ง่ายและไวขึ้น แต่ถ้าจะทำให้คนเหล่านั้นอยากได้ลงทุนซื้อ CD เก็บไว้ น่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพและแพ็คเกจหีบห่ออย่างอัลบั้มของวงสครับบ์ ชุดเล็ก ที่กล่อง CD ทำได้สวยมาก และราคาต้องไม่สูงเกินไปนัก และเพลงต้องทำออกมาดีและพิถีพิถันทุกเพลง เพราะอย่าลืมว่าคนที่ซื้อ หรือติดตามผลงานเพลงในตลาดเพลง Indy เขาเป้นนักฟังตัวจริงและแยกแยะพิจารณาคุณภาพของงานมากกว่า ตัวศิลปิน เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณสำหรับการตอบคำถาม และมีอะไรจะฝากแฟนเพลงทั้งที่ฟังแล้วและยังไม่ได้ฟัง หรือคนที่เพิ่งรู้จักวงของคุณรึเปล่า
K: อยากให้ลองฟังดูครับ ไม่ซื้อไม่ว่า แต่เพลงนี้เราตั้งใจทำ โดยเนื้อหาอาจจะ Pop แต่ภาคดนตรีเราตั้งใจทำออกมาเอาใจตัวเองมาก ฮ่าๆ โดยที่คิดว่าคนที่ชอบดนตรีแบบที่เราชอบคงจะชอบด้วย ขอให้สนุกกับการฟังเพลงครับ

----

หากสนใจที่จะลองฟังเพลงของ Happy January สามารถลองฟังได้ที่ www.myspace.com/happyjanuarymusic

 

edit @ 22 Jun 2009 23:32:23 by "Me"

Comment

Comment:

Tweet