
1. Here’s My Hell
2. Head Up High
3. Sweet Curse
4. Million
5. In Sickness ‘Till Death Do Us Part: All Goodbyes are Said
6. Break
7. In Sickness ‘Till Death Do Us Part: Disdain
8. In Sickness ‘Till Death Do Us Part: Disgraced
9. Kill Me with Silence
10. Fast Forward
11. The Trial of Monsters
12. Under My Skin
13. I Lose Myself
14. No Honey for the Damned (Bonus Track)
เมื่อปีก่อน หลังจากที่วงซิมโฟนิกเมทัลชื่อกระฉ่อนอย่าง After
Forever (AF) ได้แยกวงกันแล้วสักพักหนึ่ง
นักร้องสาวสวย Floor Jansen ก็รีบแจ้นมาก่อตั้งวงใหม่ในทันทีโดยใช้ชื่อว่า
ReVamp (ซึ่งมีความหมายดีๆว่า การปรับปรงใหม่)
โดยวงนี้เพิ่งจะออกอัลบั้มชุดแรกมาเมื่อสิ้นเดือนนี้เองโดยผ่านสังกัดใหญ่อย่าง Nuclear
Blast ส่วนนักดนตรีที่จะมาร่วมเล่นกับ Floor ก็จะประกอบไปด้วย
Joost van den Broek มือคีย์บอร์ดซี้เก่าจาก AF นั่นเอง ส่วนตำแหน่งของกีต้าร์กับเบสนั้นก็เป็นหน้าที่ของ Waldemar
Sorychta (Grip Inc.) ซึ่งเขาคนนี้ก็พ่วงตำแหน่งโปรดิวเซอร์ด้วยเช่นกัน
ส่วนกลองนั้นได้ Koen Herfst ที่เคยเป็นมือกลองเซสชั่นให้ทั้ง
AF และ Epica มาแล้วด้วย
สำหรับนักดนตรีทั้งหมดนี้จะเป็นแค่นักดนตรีในห้องอัดเท่านั้น ส่วนไลน์อัพที่ใช้ในการแสดงสดนั้นจะแตกต่างออกไปโดยจะเป็นสมาชิกจากวงท้องถิ่นเสียส่วนใหญ่
พ่วงด้วยมือกลองจาก Dark Fortress ซึ่งเป็นวงแบล็คเมทัลรุ่นเก๋าจากเยอรมนีด้วย
ถ้าใครเป็นแฟนเพลงของวง After Forever ก็คงจะไม่ผิดหวังกันละครับ
เพราะภาคดนตรีของวงนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับงานเก่าๆของ AF อยู่พอสมควรทีเดียว
แต่ด้วยความที่งานนี้จะมีแกนหลักอยู่ที่ Floor ทำให้เธอสามารถใส่รายละเอียดอย่างที่เธอถนัดได้เต็มที่มากกว่า
แต่สิ่งที่โดดเด่นขึ้นมาสำหรับ ReVamp นี่ก็คือความหนักหน่วงที่มีมากกว่า
รวมถึงความเป็นโปรเกรสสีฟด้วยเช่นกัน (อย่างหลังจริงๆ AF ก็มีนะครับ
แต่อาจจะน้อยหน่อย) และด้วยความหนักหน่วงนี้เองอาจจะทำให้ภาคซิมโฟนิกที่ส่วนใหญ่จะมาจากคีย์บอร์ดต้องลดทอนบทบาทลงไปบ้างนิดหน่อย
แต่เป็นการลดลงเพื่อให้ซาวด์โดยรวมของดนตรีมีความลงตัวมากขึ้น
และนอกจากนี้สิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กับภาคดนตรีเลยคือ แขกรับเชิญสามท่านที่มาร่วมร้องในอัลบั้มนี้คนละเพลง
โดยคนแรกคือน้ารัสเซล อัลเลน แห่ง Symphony X จะมาร้องดูเอ็ทในเพลงช้าๆอย่าง
Sweet Curse ส่วนอีกคนก็ชื่อกระฉ่อนไม่แพ้กันครับ เขาคือ Bjorn
“Speed” Strid จาก Soilwork ผู้ที่จะมาร่วมคำรามในเพลง
Disdain ซึ่งเสียงของเขานี้อาจจะทำให้เพลงนี้เป็นเพลงที่โดดเด่นที่สุดด้วยกลิ่นอายเมโลดิกเดธเล็กๆ
อีกท่านคือ George Oosthoek (ex-Orphanage) ที่มาร้องให้ในเพลงเปิดตัวอย่าง
Here’s My Hell ด้วย
ภาคดนตรีในชุดนี้จะไม่เน้นโชว์ฝีมือที่ซับซ้อนมากนัก แต่จะเน้นรายละเอียดที่ค่อนข้างประณีตผสานกับความแข็งแกร่งดุดันของซาวด์
ภาคกีต้าร์กับเบสของ Waldemar นั้นจะเน้นการสอดประสานร่วมกันและภาคริฟที่หนักแน่น
เพื่อให้คีย์บอร์ดของ Joost สร้างซาวด์ที่เสริมภาคดนตรีให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ส่วนภาคลีด/โซโลในคราวนี้ก็จะมีการโชว์ลีลาบ้างนิดหน่อย
แต่จะเน้นเมโลดี้ที่ติดหูง่าย ทำให้ฟังได้ไม่น่าเบื่อ
ส่วนคีย์บอร์ดนั้นก็แน่นอนละครับว่าต้องเน้นซาวด์ซิมโฟนิกที่อลังการให้สมกับที่เป็นซี้เก่าจาก
AF แต่ในชุดนี้ Joost ได้ลดซาวด์แบบนี้ลงไปแล้วไปใช้ซาวด์ที่หลากหลายมากขึ้น
ซึ่งบางช่วงก็อาจทำให้ผมนึกถึงสมัยที่เขาเล่นกับ Ayreon ในชุด
Human Equation หรือไม่ก็ Sun Caged ซึ่งเป็นวงเก่าของเขาด้วย
เมื่อถึงคราวจะเล่นเปียโนก็เล่นได้เพราะเช่นกัน สำหรับไลน์กลองของ Koen นั้นก็ดูเรียบง่ายแต่แข็งแรงทั้งเพลงช้าและเพลงเร็ว ส่วนเสียงร้องของ Floor
นั้นเริ่มจะโชว์พลังมากขึ้น แถมยังร้องได้หลายรูปแบบมากขึ้นอีกด้วย
ส่วนแขกรับเชิญอีกสามท่านก็ทำหน้าที่ของแต่ละคนได้อย่างดีเยี่ยมเช่นกัน
งานชุดนี้จริงๆเป็นงานที่สามารถฟังได้เรื่อยๆนะครับ
แต่วันนี้ผมขอเลือกตัวอย่างมาสักสองสามเพลงละกัน เริ่มจากเพลงเปิดตัวอย่าง Here’s
My Hell ที่เปิดตัวได้สมกับเป็น Floor ดี
เพลงเร็วๆและมีริฟที่ติดหู ผสานกับเสียงร้องที่สูงระดับโซพราโนของ Floor ด้วยคงจะทำให้แฟนเพลงเก่าๆของเธอได้คลายคิดถึงกันบ้าง
แถมด้วยเสียงสำรอกที่โดดเด่นของ George ทำให้ภาคดนตรีดูมีสีสันขึ้น
ไม่มากก็น้อย และก็ Sweet Curse ที่เด่นด้วยเสียงร้องที่ให้อารมณ์ที่หลากหลายของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
ซึ่งทั้งคู่ก็เคยร่วมงานกันในโปรเจ็ค Star One ของท่านปรมาจารย์ร่างโย่ง
อาร์เยน ลูคัสเซนมาแล้ว จึงทำให้เข้าขากันเป็นอย่างดีทีเดียว ส่วน Disdain นั้นอาจจะเป็นเพลงที่เด่นที่สุดในอัลบั้มด้วยกลิ่นอายความเป็นเมโลดิกเดธที่ติดมาแบบจางๆ
ด้วยภาคริฟที่รวดเร็ว ประกอบกับเสียงคำรามของ Bjorn ทำให้อารมณ์เพลงดูโดดจากเพลงอื่นๆไปมากทีเดียว
ReVamp นี้ถือเป็นการเปิดตัวครั้งใหม่ของ Floor ที่น่าสนใจพอสมควร ซึ่งเธอและผองเพื่อนในวงก็ทำหน้าที่กันได้อย่างดี
ผมเชื่อแน่ๆว่าแฟนเพลงเก่าๆของเธอจะไม่ผิดหวังกับงานชุดนี้อย่างแน่นอน
และผมขอนิยามงานชุดนี้ว่า “Symphonic Heavy Metal with Progressive
Influence”
Rating: 8.5/10
edit @ 2 Jun 2010 18:02:18 by "Me"