
1. Masquerade of Puppets
2. Maybe, I Need to Die Some Other Days
3. My Shadow Triumphant
4. Vividness in Dreams
สำหรับเดบิวท์อีพีของ Breathless วงเมทัลที่ระบุตัวเองว่าเป็น Mentally Reflective Music นี้พวกเราจะได้รู้จักตัวตนของพวกเขามากขึ้น ซึ่งอันที่จริงอีพีนี้ผมว่าจะเขียนตั้งนานแล้ว และบวกกับพี่ Chaiwat ซึ่งเป็นมือเบสของวงนี้ขอให้ผมเขียนรีวิวของงานชุดนี้มานานมาก (ตั้งแต่ซื้อแผ่นมาเมื่อครั้งงานแฟตเฟสติวัลของปีก่อนนั่นเอง ฮา…) แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เขียนเสียที จนถึงตอนนี้ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีทีเดียว ที่จะได้บรรยายรายละเอียดดนตรีของชุดนี้เต็มๆเสียที โดยจะขอบรรยายแบบ Track by Track
Masquerade of Puppets – ไตเติลแทร็คที่มีเนื้อหาที่เหมาะสมกับสังคมในขณะนี้มาก โดยทางวงได้นำสังคมมาตีแผ่โดยการนำมาเปรียบเป็น “โรงละครแห่งกรรม” โดยจะพูดถึงมนุษย์ในฐานะ “หุ่นเชิด” ที่ใส่หน้ากากเข้าหากัน โดยถูก “พันธนาการแห่งกรรม” ตรึงไว้อยู่ เป็นนัยว่านี่คือวงจรแห่งกรรมที่ไม่รู้จักจบสิ้นในโลกใบนี้นี่เอง สำหรับภาคดนตรีนั้นจะเน้นจังหวะที่ค่อนข้างช้าเพื่อถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้อย่างเต็มที่ เพลงนี้ซาวด์คีย์บอร์ดดูจะเด่นเป็นพิเศษโดยเฉพาะในช่วงอินโทรและเอาโทรที่ให้บรรยากาศใกล้เคียงกับโรงละคร สำหรับริฟนั้นก็มีความหนักแน่น แต่ให้ความรู้สึกกดดันใช่ย่อย ซึ่งซาวด์แบบนี้ทำให้ผมนึกถึงวงสายหม่นอย่าง Green Carnation และ The Old Dead Tree ทีเดียว ส่วนโซโลกีต้าร์นั้นแลดูจะหวือหวาจนบางทีอาจจะ “โดด” จากเพลงไปเลย ถ้าใส่เมโลดี้เข้าไปอีกหน่อยผมว่างานคงสวยงามกว่านี้แน่นอน สำหรับเสียงร้องชายถือว่าทำได้ดีมากทั้งคลีนและสำรอก และเสียงร้องหญิงที่ร้องนำในช่วงอินโทรก็เน้นความหม่นหมองเสียนแทงหัวใจจริงๆ
Maybe, I Need to Die Some Other Days – เพลงนี้แม้จะมีเพื้อเพลงแค่ไม่กี่ประโยค แต่จะถือเป็นการย้ำเตือนว่า แม้ในวันที่เจ็บปวดเพียงใด เรายังต้องดำเนินชีวิตต่อไป เพราะอย่างไรสักวันหนึ่งเราก็ต้องตายอยู่ดี ซึ่งในตัวเพลงนั้นจะร้องท่อนเดียวซ้ำไปมาเสมือนเป็นการย้ำเตือนว่ายังมีสิ่งอื่นรอคอยอยู่ข้างหน้า สำหรับภาคดนตรีนั้นก็แลจะมีความซับซ้อนอยู่ในตัว ซึ่งพระเอกคราวนี้ยังเป็นกีต้าร์และคีย์บอร์ดเช่นเคย ท่อนริฟบางช่วงนั้นเป็นบรรยากาศที่เทียบเคียงได้กับกอธิคเมทัลในสมัยก่อนทีเดียว ส่วนเสียงร้องนั้นจะเน้นโทนที่ต่ำและหม่นหมองเป็นหลัก โดยมีเสียงร้องหญิงคอยคลอตามไปด้วยในช่วงหลัง ซึ่งให้บรรยากาศที่เป็นการ “อิมโพรไวส์” อยู่พอสมควร
My Shadow Triumphant – เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว เป็นเพลงที่คุณ Narusha สามารถถ่ายทอดเสียงร้องออกมาได้อย่างหม่นเศร้าที่สุดเท่าที่ได้ทำมาในขณะนี้ ผสานกับการพรมเปียโนที่ละเลียดซึ่งมีเมโลดี้ที่หม่นเศร้าคอยเสริมบรรยากาศที่เคว้งคว้างและดำดิ่งสู่ห้วงที่ว่างเปล่าและสิ้นหวัง และช่วงท้ายเพลงเป็นช่วงพีคที่มีการแผดเสียงที่แสดงถึงความทุกข์ที่มากหมายเหลือเกิน และจบด้วยโทนหม่นต่ำที่จะนำพาไปสู่ความเศร้าชั่วนิรันดร์
Vividness in Dreams – เพลงนี้แต่เดิมเป็นเพลงที่คุณ Narusha ทำเอาไว้ในนามของ Lerman ซึ่งต้นฉบับนั้นจะเป็นเมโลดิกเดธเต็มขั้น สำหรับเวอร์ชั่นของ Breathless นี้จะถูกปรับปรุงให้นุ่มลงเพื่อให้เหมาะกับวงพร้อมกับรายละเอียดที่มีมากขึ้น โดยเสริมกลิ่นอายความเป็นกอธิคเข้าไปด้วย แต่ก็ยังคงความเป็นเมโลดิกเดธไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อหาของเพลงนั้นจะพูดถึงการตกเป็นทาสโลกีย์และไฟราคะที่แรงกล้าของหญิงสาว ในเวอร์ชั่นของ Breathless นี้ จะเสริมด้วยภาคของคีย์บอร์ด จึงทำให้ภาคเมโลดี้นั้นมีความอ่อนโยนมากขึ้น รวมถึงเมโลดิกริฟที่นุ่มลงเพื่อผสานกับคีย์บอร์ดให้ลงตัว รวมถึงเสียงร้องของคุณ Narusha ที่เน้นโทนที่กดต่ำเป็นหลัก จึงสามารถทำให้ถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้ชัดเจนขึ้นกว่าเวอร์ชั่นต้นฉบับ
สรุป: โดยรวมแล้ว ดนตรีของ Breathless นั้นถือว่ามีแนวดนตรีที่ค่อนข้างหลากหลายทีเดียวทั้งกอธิค ดูม เมโลดิกเดธ รวมถึงอิทธิพลจากโปรเกรสสีฟร็อคอีกนิดหน่อย (อันหลังนี่ไม่รู้ผมรู้สึกไปเองรึเปล่า) และในตอนนี้พวกเขาถือว่าเป็นวงที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนมากวงหนึ่ง ซึ่งคำที่กล่าวไว้ว่าเป็น Mentally Reflective Music นั้นดูท่าจะเป็นจริงเสียแล้ว แม้เนื้อเพลงบางช่วงอาจจะแปร่งหูไปสักนิดด้วยไวยากรณ์หรือคำที่ใช้ก็ตาม แต่เพียงสี่เพลงจากอีพีนี้คงจะบอกอะไรไม่ได้มากนัก คงต้องรอผลงานต่อๆไปว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง