2012/Mar/07



1. Reverie Shores
2. Moonlit Seabed
3. A Great Man
4. Silver Womb
5. Pantheon
6. Escape to Mysteriopa
7. Guardian
8. Beautiful Sky Gardens
9. Halcyon Genesis
10. Legacy

ผมไม่ได้ยินชื่อ InMe มานานเท่าไหร่แล้วนะ ตอนนั้นจำได้แค่ว่าพวกเขามีงานอัลบั้มแรก (Overgrown Eden) ออกกับ GMM Inter. ด้วย และไม่แน่ใจว่าเคยมาไทยด้วยรึเปล่า (ใครทราบรบกวนแจ้งด้วยครับ) ตอนนั้นผมจำได้ว่าเดฟ แม็คเฟอร์สันซึ่งเป็นแกนนำของวงยังไว้ผมยาวสีออกแดงๆอยู่เลย แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ติดตามข่าวคราวของพวกเขาอีกเลย สมัยที่วงออกชุดแรกใหม่ๆ เพลง Underdose ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวของวงติดหูผมอยู่พักใหญ่ๆเลยทีเดียว มาถึงตอนนี้ก็คงต้องเท้าความกันเสียเล็กน้อย

วงสี่ชิ้นที่แต่เดิมมีสามจากเอสเซ็กส์นี้มีการเปลี่ยนเปลี่ยนสมาชิกกันน้อยมาก โดยโจ มอร์แกน มือเบสยุคก่อตั้งวงได้ลาออกไปศึกษาต่อ และพวกเขาก็ได้เกร็ก แม็คเฟอร์สันมาแทน และภายหลังพวกเขาก็มีมือกีต้าร์คนที่สองโดยปัจจุบันก็คือ แกซซ์ มาร์โลว์ และมาในช่วงสองสามปีมานี้พวกเขาก็ทำการรีรีลีสอัลบั้มแรกกันใหม่อีกครั้งและก็เริ่มทำอัลบั้มใหม่กันทันที ในช่วงนั้นเองเดฟก็ได้ออกงานเดี่ยวเป็นชุดแรกโดยใช้ชื่อว่า The Hardship Diaries

ทางด้าน The Pride นั้นเดฟได้เริ่มเขียนเพลงมาตั้งแต่ปี 2009 เช่นเดียวกับอัลบั้มเดี่ยวของเขา แต่ว่าตอนนั้นเขาเขียนได้แค่สองเพลง แล้วมาเริ่มเขียนอีกทีเมื่อต้นปีก่อนแล้วก็อัดเสียงกันจนเสร็จเรียบร้อยในปีเดียวกันนั้นเอง

ด้วยความที่ไม่ได้ติดตามของวงนี้มานาน จึงทำให้บางครั้งยังรู้สึกอดทึ่งไม่ได้ว่าพวกเขาจะเติบโตมาได้ขนาดนี้ แต่หลังจากที่ได้ฟังงานเก่าๆไปก็พอจะเดาทางเพลงของพวกเขาได้บ้าง จากอัลบั้มแรกที่มีกลิ่นของโพสต์กรันจ์และมีเสียงคำรามสไตล์หนุ่มรุ่นกระทงของเดฟ ค่อยๆพัฒนาโดยใส่ความเป็นโปรเกรสสีฟเมทัลไปทีละน้อย (ในสองชุดถัดมา) จนเกือบจะหลุดไปถึงขึ้นเทคนิคัลในอัลบั้ม Herald Moth เมื่อมาถึงชุดใหม่นี้พวกเขาได้นำความหนักแน่นแบบเมทัลและความลื่นไหลโปรเกรสสีฟร็อคอย่างที่ทำในชุดก่อนๆ แต่จะลดทอนความเป็นเทคนิคัลที่เคยมีใน Herald Moth ลงเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ในตัว แม้ความหนักหน่วงจะเป็นรองสองอัลบั้มก่อนหน้านี้แต่ก็ถือว่ามีความลงตัวมากจนบางทีอาจจะเรียกพวกเขาว่าเป็นนิวพร็อกเหมือนอย่าง Muse หรือ Coheed & Cambria ไปเลยก็ยังได้

เท่าที่จำความได้ ภาคกีต้าร์ของเดฟจากอัลบั้มแรกนั้นจะค่อนข้างแตกพร่าและให้น้ำเสียงที่ดูดิบอยู่พอสมควร แต่ตอนนี้มีสองคนแล้วจึงสามารถลดภาระลงไปได้บ้าง เพราะแกซซ์จะช่วยในส่วนของท่อนลีด รวมถึงท่อนเสริมริฟฟ์ให้ดุดันยิ่งขึ้นอีกด้วย ส่วนภาคริทึ่มนั้นอาจจะไม่ซับซ้อนและหนักหน่วงเท่างานสองชุดก่อนหน้านี้ แต่ก็อาศัยจังหวะที่เรียบง่ายแต่หนักแน่นคอยโอบอุ้มทำนองทั้งหมดเอาไว้ นอกจากนี้ก็ยังมีคีย์บอร์ด (หรือซินธ์) มาเสริมอีกด้วย ซึ่งก็ไม่โดดเด่นมากจนเกินงาม ถือเป็นการสร้างสีสันให้กับแต่ละเพลงได้ในระดับหนึ่ง เสียงร้องของเดฟในตอนนี้ถือว่าเติบโตขึ้นมากกว่างานแรกๆ เขาสามารถขึ้นเสียงสูงได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และสามารถควบคุมไดนามิกของเสียงได้ดีทีเดียว

เพลงในชุดนี้มีท่วงทำนองที่ค่อนข้างฉูดฉาด แต่โดยรวมแล้วกลับลงตัว เพลงเปิดอัลบั้มอย่าง Reverie Shores ซึ่งถือเป็น First Impression ของผมหลังจากที่ไม่ได้ติดตามงานของพวกเขามานาน โดดเด่นขึ้นมาด้วยภาคริฟฟ์ที่แข็งแรงและภาคลีดที่จัดจ้าน งานหนักๆแบบนี้ทำให้นึกถึงเพลงจากชุด Daydream Anonymous อยู่นิดหน่อย ส่วน A Great Man ซึ่งเป็นเพลงทำเสร็จก่อนเพลงอื่นๆในอัลบั้มดูจะมีส่วนของอิเลกโทรนิกเข้ามามีบทบาทมากหน่อย ซึ่งก็เรียบเรียงได้เข้ากับส่วนของเครื่องดนตรีเป็นอย่างดี ทางด้าน Escape to Mysteriopa ที่น่าจะเป็นเพลงช้าเพียงเพลงเดียวของอัลบั้ม ก็มีการเรียบเรียงเสียงประสานเป็นตัวชูโรง รวมถึงการแผดเสียงสูงของเดฟในช่วงท้ายที่อาจจะชวนให้นึกถึงแมตต์ เดวี่ส์จาก Funeral for a Friend แม้แนวจะไม่ใช่ก็ตาม อีกหนึ่งเพลงที่เดฟร้องเสียงสูงได้โดดเด่นก็คือ Beautiful Sky Gardens แต่ที่เด่นยิ่งกว่าคือการโชว์ฝีมือของกีต้าร์คู่ประสานก่อนจะขึ้นท่อน Choir ในช่วงท้ายเพลง

งานชุดนี้ทำให้เราได้รู้ว่า InMe ได้ยิ่งแก่ประสบการณ์ก็ยิ่งมีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ แม้ชื่อเสียงจะไม่ทัดเทียมกับวงรุ่นพี่ๆในแนวไล่ๆกัน แต่ผมเชื่อว่าพวกเขาสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีกอย่างแน่นอน

Rating: 8.5/10

Comment

Comment:

Tweet