General

2011/Jan/07

ก่อนอื่นต้องกราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่าน ณ ที่นี้ครับ ผมเลือกมาทำท็อปอัลบั้มหลังปีใหม่นี่ก็เพราะว่าก่อนสิ้นปีนี่มีงานอะไรดีๆออกมามากมายเกินรับไหว จนก่อนหน้านี้ทั้งผมกับ Lilium เองก็ได้ลิสต์อัลบั้มที่น่าสนใจประจำปีก่อนออกมาได้เป็นร้อยอัลบั้มทีเดียว ซึ่งถ้าหากใครมีอัลบั้มในดวงใจชุดไหนก็มาแจมกันได้ทุกเมื่อครับ

1. Pain of Salvation – Road Salt One

งานชุดนี้บ้างก็ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่สำหรับทางวง (เพราะความเคยชินที่ได้ฟังวงนี้เล่นเมทัลมาในชุดก่อนๆ) แต่ผมกลับชอบเอามากๆเลยละ และก็มีหลายๆเพลงที่ทำให้ผมเสียน้ำตาเอาได้ง่ายๆโดยเฉพาะสามแทร็คสุดท้ายของอัลบั้ม และจุดแข็งอีกอย่างของอัลบั้มนี้ก็คือการพาเราย้อนยุคไปราวๆสามสิบเพื่อให้เห็นความรุ่งเรื่องของดนตรีโปรเกรสสีฟร็อค รวมถึงฮาร์ดร็อคในแบบของ Led Zeppelin หรือแม้แต่บลูส์ร็อคก็ยังมี ส่วนน้ำเสียงขอแดเนียลนั้นก็ยังคงหนักแน่นและเน้นโทนอารมณ์ได้ดีเช่นเดิม (หรืออาจจะดีกว่าเดิมเสียอีก) และด้วยความที่ผมชอบอะไรหม่นๆอยู่แล้ว งานชุดนี้จึงอาจจะกลายเป็นงานที่โปรดที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำไปเลยโดยปริยาย

2. Anathema – We’re Here Because We’re Here

การกลับมาของ Anathema ครั้งนี้อาจสร้างความประหลาดใจเล็กน้อยให้กับแฟนเพลงยุคเก่าๆของวง แต่มันก็เป็นนิมิตหมายที่ดี และตอนนี้พวกเขาก็ได้มาอยู่ภายใต้อาณัติของ Kscope อันเป็นสังกัดที่เต็มไปด้วยศิลปินอาร์ตๆเรียบร้อยแล้ว ท่านๆอาจทราบกันนั่นละครับว่างานชุดนี้โปรดิวซ์โดยพี่สตีแว่น วิลสันแห่ง Porcupine Tree ผลที่ออกมาก็คือ งานดนตรีร็อคสไตล์อังกฤษที่ไพเราะและชวนฝันทั้งดนตรีและเนื้อหา ซึ่งผมว่าชุดนี้สามารถเอาไปฟัดกับเหล่าวงบริทป็อปดังๆได้อย่างสบายๆทีเดียว สำหรับผมแล้ว นี่คือหนึ่งในมาสเตอร์พีซของอาร์ตร็อคประจำปี

3. The Ocean – Heliocentric/Anthropocentric

อันนี้ก็ไม่รู้ว่าคิดอย่างไรเหมือนที่ออกสองอัลบั้มมาติดๆกัน แต่พอผมได้เข้าไปดูคอนเซ็ปต์คร่าวๆของสองอัลบั้มนี้แล้วถึงจะเข้าใจ ว่าสองงานนี้ต้องเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Counterpart ของกันและกัน และด้วยความขัดแย้งนี้เองจึงทำให้งานดนตรีของทั้งคู่มีโทนที่แตกต่างกันพอควร อย่างฝั่ง Helio… นี้จะเน้นความละเลียดและหม่นหมองพอควร (สังเกตได้จาก Ptolemy Was Wrong) และ Anthropo… ก็จะเพิ่มดีกรีความหนักหน่วงขึ้นมาหน่อย แถมมีงานโพสร็อคสวยๆอย่างเพลง Wille Zum Untergang มาโชว์อีกด้วย งานทั้งสองชุดนี้มีความหลากหลายและลึกล้ำจนพวกเขาถูกนิยามให้เป็นโปรเกรสสีฟเมทัลไปเรียบร้อยแล้ว (ส่วนเนื้อหาเต็มๆนั้นรออ่านได้จากรีวิวของ Lilium ครับ)

4. Eluvium – Similes/Static Nocturne

ปีนี้ดูศิลปินแต่ละคนจะออกอัลบั้มกันมากกว่าหนึ่งพอสมควรเลย ไม่เว้นแม้แต่นายแมตต์คนนี้ Similes นั้นคืองานโดรนขนาดสั้นที่มีความนุ่มนวลพลิ้วไหวและเหมาะสำหรับการล้างหูยามฟังเพลงหนักๆมามากเลยละ และสามารถฟังได้เรื่อยๆจนจบโดยไม่ต้องมีโฆษณาขั้น (ฮา..) ส่วน Static Nocturne นั้นเป็นอัลบั้มเพลงเดียวที่ยาวเหยียบห้าสิบนาที และห้าสิบนาทีนั้นก็เต็มไปด้วยนอยส์ แต่เป็นนอยส์ลอยๆนุ่มหรือที่เรียกว่า “ไวท์นอยส์” แต่แม้จะเป็นไวท์นอยส์ก็ต้องใช้เวลาตั้งใจฟังกันพอสมควรละ แต่ว่าทั้งสองงานนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย

5. Buffalo Daughter – The Weapons of Math Destruction

อีกหนึ่งในแกนนำแห่งสาย Shibuya-Kei ได้กลับมาแล้ว โดยคราวนี้ทั้งสามสาวก็ได้พกความหลากหลายทางดนตรีมาด้วย โดยเฉพาะความหนักแน่นแบบร็อคที่ผสานซาวด์อิเลกโทรนิกที่หลากหลายจนบางเพลงดูป่วงไปเลยก็มี ซึ่งถ้าจะให้นิยามงานของพวกเธอละก็ คงจะเป็นงานร็อคทดลองที่ฟังได้สนุกในหลายๆอารมณ์ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมต้องการซาวด์แบบนี้เพื่อมาแทนที่แนวเมทัลบ้างแล้ว ฉะนั้นงานนี้จึงเป็นอีกหนึ่งงานโปรดที่หาจับตัวยากอีกชุดหนึ่ง

6. Amia Venera Landscape – The Long Procession

7. Boom Boom Satellites – To the Loveless

เคยบรรยายไว้ใน Best 12 Songs ของกลุ่ม Allmusiclovers ไว้ได้สักพักหนึ่งแล้วว่าวงนี้เพิ่งจะมาได้ฟังปีนี้เอง แถมซาวด์ก็ดีดดิ้งและโดนใจเข้าจังๆเสียด้วยด้วย และเพลงส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับที่สามารถโยกตามได้ไม่ยากเลย ส่วนที่โดดเด่นของอัลบั้มนั้นก็คือการใช้เสียงกับ Sustain ให้เป็นประโยชน์เพื่อสร้างกำแพงเสียบควบคู่ไปกับเสียงซินธ์ รวมถึงบีทกลองย้ำๆในบางเพลงที่เข้ากับกำแพงเสียงของกีต้าร์กับซินธ์ได้ดีอย่างน่าประหลาด และอย่างที่เคยบรรยายเอาไว้แล้วใน Best 12 Songs ก็คือ งานของพวกเขาจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะฟังภาษาญี่ปุ่นรู้เรื่องหรือไม่ งานชุดนี้ยิ่งฟัง ก็ยิ่งสนุกเพลิดเพลิน

8. Jonsi – Go

หนุ่มเกย์อัจฉริยะแห่ง Sigur Ros ได้ฤกษ์เปิดตัวในฐานะศิลปินเดี่ยวเป็นครั้งแรก หลังจากก่อนหน้านี้เขาได้ทำงานแชมเบอร์โดรนคู่กับ Alex Somers แฟนหนุ่มมาได้พักใหญ่ ซึ่งงวดนี้เขาก็ได้แฟนหนุ่มมาช่วยเช่นเดิม รวมถึงซี้ย้ำปึ้กอย่างสี่สาวจาก Amiina ด้วย โดยงานที่ออกมานั้นก็จะเป็นดรีมป็อปที่คึกคักและสดใส ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของพ่อหนุ่มคนนี้ไปเสียแล้ง และยิ่งฟังไปเรื่อยก็ยิ่งรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในวันเดอร์แลนด์เลยละ แต่ช่วงครึ่งหลังๆของอัลบั้มก็มีให้ผ่อนคลายบ้าง สรุปแล้วงานชุดนี้น่าจะเป็นงานที่สว่างสดใสเกินหน้าเกินตาที่สุดแห่งปีก็เป็นได้ (ฮา)

9. Alcest – Ecailles De Lune

งานชุดนี้ท่าน Neige กะทำออกมาฆ่าผมตายหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ โดยเฉพาะกับเพลง Sur L’ocean Couleur de Fer ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงที่ฟังบ่อยมากในปีก่อน พอมาฟังเพลงนี้กับ Tir Nan Og จากชุดก่อนแล้วผมอยากจะตั้งฉายาให้พ่อหนุ่มคนนี้จริงๆว่า “เจ้าพ่อแทร็คสุดท้าย” แต่ว่าเพลงอื่นๆในอัลบั้มนี้ก็ใช่ย่อย เพราะล้วนเป็นชูเกซผสานแบล็คเมทัลที่ให้ความรู้สึกที่จรรโลงโลกมากกว่าที่จะทำลายโสต และก็ดีอย่างที่ชุดนี้เขาไม่ต้องมาเหนื่อยคนเดียวเพราะมี Winterhalter จาก Les Discrets มาช่วยตีกลองให้ด้วย และถ้าจะบอกว่าท่าน Neige ทำ “แบล็คเมทัลที่หวานที่สุดในโลก” ก็ไม่น่าจะผิด (ทั้งๆที่งานของเขาก็เป็นชูเกซละเนอะ)

10. Julie Christmas – The Bad Wife

หลังจากไม่ได้ติดตามข่าวของเจ๊จูลี่สุดที่เลิฟมานาน พอเห็นอัลบั้มใหม่โผล่มาปุ๊บก็เพิ่งจะทราบว่าที่แท้เธอก็ซุ่มทำงานเดี่ยวอยู่นี่เอง ซึ่งด้วยความที่เป็นงานเดี่ยวนี่เอง เธอจึงสามารถใส่ความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ในทุกด้าน ซึ่งภาคดนตรีงวดนี้ก็ได้เพื่อนร่วมก๊วนจาก Made Out of Babies กับ Spylacopa มาร่วมสังคายนาจนออกมาเป็นงานดนตรีที่หนักหน่วงแต่แฝงไปด้วยรายละเอียดที่ถี่ยิบจนน่าจะเรียกว่าเป็นโพสเมทัลได้อย่างสบายๆแล้วกระมัง แต่ด้วยอารมณ์เพลงที่หลากหลายในอัลบั้มจึงทำให้เสียงร้องของเธอมีบทบาทมากขึ้น ตั้งแต่ผมได้ฟังชุดนี้มาก็ทำให้ผมรู้สึก “รัก” ดนตรีของเธอมากกว่าเดิมเสียอีก

11. อารักษ์ อมรศุภศิริ – ออโต้อีโรติก

ไปๆมาๆผมกลับรู้สึกชอบคุณเป้ตอนที่ทำงานเดี่ยวนี้มากกว่าตอนที่ออกกับสเลอหลังจากออกงานชุดนี้เสียอีก เพราะเป็นงานที่เขาทำออกมาได้อย่างตรงไปตรงมาและไม่เกรงใจใครดี และงานชุดนี้ก็เป็นการให้โอกาสเขาได้แสดงฝีมือในการเกากีต้าร์พร้อมกับการเป่าฮาร์โมนิกาไปด้วย และงานเพลงแบบเขานั้นเรียบง่ายไม่จำเป็นต้องร้องเพลงเพราะก็ดูเท่ห์ได้ มันคือความเรียบง่ายที่ลงตัวอีกแบบหนึ่งนั่นเอง

12. Phil_wc – Science Series 1: Quasar

จากงานโดรนชุดแรก [A.M.] เจ้าฟิวทำออกมาได้กดประสาทอยู่พอสมควร แต่มาหลังๆนี่เขาเริ่มหันเหมาหาทิศทางที่นุ่มนวลกว่าเดิม แม้คอนเซ็ปต์ของอัลบั้มนี้ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นไซไฟ แต่งานก็ไม่ได้ลดทอนความงดงามแต่อย่างใด แถมงานชุดนี้แลจะมีรายละเอียดมากขึ้นอีกด้วย และยังมีความเป็นมินิมัลมากขึ้นตามคอนเซ็ปต์ โดยสามพาร์ตแรกนั้นจะมีเลเยอร์ที่หลากหลายมาก แต่พาร์ตสุดท้ายกลับปิดได้อย่างไพเราะราวกับลุงอีโนมาจุติ โดยได้คุณ Agent Fox Mulder แอดมินจากเว็บ Thaiprog มาร่วมแจมกีต้าร์ (หรืออาจเป็น Lap Steel) ด้วย แต่มีโบนัสแทร็คครับ ซึ่งเขาเอาเพลงที่แสดงสดจากมีตติ้งของสมาชิกเว็บครั้งก่อนมาให้ฟังซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็นดาร์คแอมเบียนท์ทีเดียว งานชุดนี้คงจะบอกได้ว่าอนาคตของฟิวยังสามารถไปได้อีกไกลเป็นแน่

13. The Shadow Theory – Behind the Black Veil

วงนี้เป็นวงใหม่ แต่พอมาฟังเข้าจริงๆก็ให้ความรู้สึกที่คุ้นเคย เพราะแน่นอนว่าสมาชิกวงก็เป็นที่รู้จักกันดีนสาขาโปรเกรสสีฟเมทัลอยู่แล้ว ซึ่งทีแรกทาง Inside Out ก็ปล่อยให้เข้าใจผิดอยู่นานว่าวงนี้เป็นของนายดิเรก เชอริเนียน อดีต Dream Theater แต่มาตอนนี้พอได้เห็นหน้าแล้วก็ถึงบางอ้อโดยเฉพาะพี่เหม่งเดอวอน เกรฟส์ และคริสตอฟเฟอร์ กิลเดนโลว์ ยอดมือเบสที่เป็นน้องชายของแดเนียล ณ Pain of Salvation นั่นเอง และงานชุดนี้ก็มาติดชาร์ตด้วยแม้จะออกมาปลายปี ด้วยความโดดเด่นของดนตรีที่น่าจับตารวมถึงเป็นการผสานเคมีใหม่ทางดนตรีที่ลงตัวโดยแท้จริง

14. Corinne Bailey Rae – The Sea

หลายๆคนอาจจะรู้จักเธอในฐานะสาวอาร์แอนด์บีแนวสดใสจากอัลบั้มแรก แต่ชุดนี้เธอเองแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นในชุดนี้ กับภาคดนตรีที่เน้นดนตรีสดล้วนๆ แม้เนื้อหาของเธอจะดูเศร้าสลดกว่าชุดก่อนก็ตาม เพราะเธอได้เสียสามีไปในช่วงที่กำลังทำงานชุดนี้อยู่นั่นเอง แม้เพลงส่วนใหญ่ของเธอจะอยู่ในโทนนี้ แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะมีเพลงสนุกๆเอาไว้ให้กำลังใจตัวเองและคนรอบข้างอีกด้วย สรุปแล้ว คอรินน์เป็นนักแต่งเพลงคนหนึ่งที่สามารถหยิบประสบการณ์ชีวิตมาบอกเล่าได้อย่างเข้มข้นและมีความละเอียดอ่อน

15. John Zorn – What Thou Wilt

หลายๆคนอาจจะไม่เชื่อว่าเฮียซอร์นผู้นี้ก็ได้เขียนบทเพลงคลาสสิกเอาไว้ด้วย ซึ่งก็เขียนเอาไว้นานมากแล้ว ตั้งแต่ Tour of the Millenium ซึ่งดูจะหลุดไปจากงานที่ได้ฟังอยู่พอสมควรทีเดียว และงานชิ้นนี้แกก็ทำร่วมกับซิมโฟนี่ออร์เคสตร้าเสียด้วย ทั้งสามเพลงในอัลบั้มล้วนมีความซับซ้อนในทุกๆด้าน แต่ก็ไม่ได้มีความหนักหน่วงมากจนเกินไป จนถึงตอนนี้แล้ว ถ้าจะนับพี่ซอร์นเป็นคีตกวีแห่งศตวรรษที่ 21 ก็น่าจะสมเหตุสมผลแล้ว เพราะแกเป็นยอดในเกือบทุกแนวดนตรีจริงๆ

16. Yazima Beauty Salon - おかゆいところはございませんか?

ผมเคยเห็นชื่อวงนี้อยู่ผ่านๆในห้องเพลงเอเชียของบอร์ดพันทิพย์มาก่อน แต่ตอนนั้นไม่ได้ใส่ใจจะฟังมากนัก แต่พอได้มาฟังแทร็คแรกแล้วรู้สึกว่า...เฮ่ย...นี่มันผู้หญิงจริงๆหรือ...ทำไมมีแต่เสียงผู้ชายร้องเพลงล่ะ พอได้อ่านประวัติก็ถึงบางอ้อกันเลยทีนี้ ว่าเป็นโปรเจ็คเฉพาะกิจที่ทำกันเป็นเรื่องเป็นราวของสามหนุ่มใหญ่แห่งวงการบันเทิงญี่ปุ่นซึ่งนำโดย ดีเจออซม่า โปรดิวเซอร์รุ่นใหญ่ พ่วงด้วย โนริตาเกะ คินาชิ (หรือโนริมาโร ณ Marvel Super Heroes vs Street Fighters นั่นเอง) และ ทากาอากิ อิชิบาชิ ซึ่งงานของพวกเขาก็จะเป็นวาไรตี้ป็อปที่ออกไปทางย้อนยุคเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ฟังได้สนุกสนานและเพลิดเพลินดี ยิ่งแทร็คแรกๆนี่จะชวนเต้นดิสโก้แบบสาวแตกกันให้ได้เลยละ เรียกว่าน้าๆทั้งสามมากันอย่าง Be Cool จริงๆ

17. Miho Fukuhara – Music is My Life

ถ้าไม่ได้ Lilium แนะนำมานี่ผมอาจจะไม่ได้ฟังเสียงใสๆสวยๆและเข้มข้นของมิโฮะจังคนนี้ก็เป็นได้ เธอคนนี้ต้องเรียกว่านักร้องที่มีพรสวรรค์มากคนหนึ่งทีเดียว เพราะสามารถร้องอาร์แอนด์บีได้เทียบเท่าคนผิวสีเลยทีเดียว (แต่บางช่วงจะออกจะทางคริสติน่า อากิเลร่านิดหน่อย) แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถร้องเสียงใสๆสไตล์เจป็อปได้ด้วย เรียกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ อัลบั้มนี้ก็ได้ฉายแววการร้องของเธอได้ชัดเจนมากทีเดียว แต่นอกจากเธอจะโดดเด่นเรื่องการร้องในสองแนวข้างต้นแล้ว อีกแนงที่น่าจับตาไม่น้อยตือ โพสร็อค กับเพลง Apologies ซึ่งได้ Sleepy.ab มาช่วยประสานงานให้ทั้งดนตรีกับร้องดูเอ็ต ซึ่งทางฝั่งนักร้องนำของวงนั้นก็ร้องได้ไพเราะนุ่มนวลเช่นกัน และเพลงนี้เองก็เป็นเพลงโปรดของผมด้วย

18. Kokia – Real World
จริงๆเจ๊คนนี้ก็อยู่ยงคงกระพันในวงการมานานพอสมควรละนะฮะ แต่ผมเพิ่งมารู้จักเอาปีนี้อีกแหละ และชุดนี้เลย ซึ่งเธอก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังกับงานดนตรีที่มีความลุ่มลึกและละเมียดละไม วิธีการร้องเพลงของเธอนั้นอาจจะออกไปทาง Tradiontional นิดๆแต่ก็สามารถผสานภาคดนตรีได้อย่างลงตัวดีมาก และเพลงเอกในใจผมก็มีอยู่สองเพลง คือ Love is Us, Love is Earth ที่เป็นราวกับเพลงนางฟ้าประทานความรักมาให้ และ Dugong no Sora ที่เป็นมีภาคดนตรีที่งดงามและละเมียดละไม และยังใกล้เคียงความเป็นไซเบียนท์อยู่พอสมควรด้วย อัลบั้มนี้คือ Love is First Listen ทั้งอัลบั้มจริงๆครับ

19. Alex Band – We’ve All Been There

อีกหนึ่งเรื่องน่าเซอร์ไพรส์ประจำปีก็เห็นจะเป็นเฮียอเล็กซ์นี่ละครับที่กลับมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยพร้อมกับงานเดี่ยวและสังกัดของตัวเองด้วย นายคนนี้อันที่จริงก็หายไปนานโขอยู่เพราะหมดสัญญากับค่ายใหญ่ไปนานแล้ว ทีนี้เขาก็จำต้องหาสังกัดใหม่เพื่อดูแลด้านการตลาดให้อัลบั้มนี้ละ ในเมื่อเขาออกมาบินเดี่ยวแล้ว เขาก็สามารถทำอะไรได้อย่างเต็มที่มากขึ้น และสิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนนอกจากความหล่อก็คือเสียงร้องที่สดใสและกังวานมากขึ้น รวมถึงความหลากหลายของการใช้เสียงด้วย แถมในชุดนี้อเล็กซ์จะได้โชว์เสียงสูงๆให้เป็นที่ประจักษ์กันด้วยในบางเพลง เรียกว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าที่เขาที่ผ่านมรสุมมามากมายจริงๆ แม้งานจะไม่ได้เข้าชาร์ตไหนเป็นพิเศษแต่ก็ถือเป็นอีกชุดหนึ่งที่ประทับใจมาก

20. Sade – Soldier of Love

อาเจ๊คนนี้ก็หายไปนานเป็นปีเลยกว่าจะกลับมา ปล่อยให้เพื่อนซี้อย่างเฮียแม็กซ์เวลล์ออกมาก่อนด้วย แต่การที่ทิ้งช่วงไปนานของเจ๊แกนั้นไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำเพลง ซึ่งแกก็ทำได้ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และดูเหมือนว่าในชุดนี้แกพยายามจะเน้นความหลากหลายมากขึ้น แต่ก็มีความละเลียดมากขึ้นด้วยเช่นกัน เรื่องคุณภาพระดับเจ๊ชาเดแล้ว แกสามารถทวงบัลลังก์เจ้าแม่นีโอโซลกลับคืนได้อย่างแน่นอน

21. Yuji Ohno & The Lupintic Five & Friends – The Last Job

อัลบั้มนี้ขอยกให้เป็นหนึ่งในความทรงจำในช่วงชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะมันทำให้ผมกลับมาจับแซกโซโฟนอีกครั้ง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม เพราะแต่ละเพลงในอัลบั้มนี้ฟังแล้วอยากจะเล่นโซโลตามไปด้วยชะมัดเลย พับผ่าเถอะ อย่างแทร็คแรกนี่ก็เปิดตัวอลังการแบบบิ๊กแบนด์กันทีเดียวแถมเครื่องเป่าแต่ละเครื่องก็โซโลกันดุเดือดและไม่ยอมแพ้กันเลย เพลงเหล่านี้ก็เป็นเพลงที่เอามาจากการ์ตูนรุ่นเก๋าอย่างจอมโจรลูแปง (คออนิเมรุ่นเก่าน่าจะรู้จักกันดีครับ) ถ้าเกิดว่าเอาเพลงราวๆนี้ไปเปิดเรื่องนี่คงจะเท่ห์มาก เพราะบรรยากาศในเรื่องมันให้จริงๆครับ แต่ที่แน่ๆก็ต้องขอบคุณชุดนี้ที่ทำให้ผมกลับมา “แจ๊ส” อีกครั้ง

22. Year of No Light – Ausserwelt

กลับมาคราวนี้พวกเขาเปลี่ยนแนวไปอย่างสิ่นเชิงเลยทีเดียว จากสลัดจ์/โพสเมทัลที่มีเสียงคำราม คราวนี้พวกเขาหันมาบรรเลงเป็นโพสร็อคกึ่งโพสเมทัลยาวๆเต็มเหนี่ยวเลย และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ทำให้ได้เห็นทิศทางใหม่อีกด้วยคือการที่พวกเขาได้สร้างสรรค์เมโลดี้ที่เรียบง่ายแต่ลงตัว สอดประสานผ่านกำแพงเสียงของริฟฟ์ที่หนาแน่น ในขณะเดียวกันกันนั้นเอง พวกเอาก็ดึงเอาอิทธิพลของโดรนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ดีอีกด้วยในหลายๆช่วงของอัลบั้ม สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นได้ทำให้ผม (รวมทั้ง Lilium) ได้ตั้งฉายาให้อัลบั้มนี้ว่าเป็น Mono แห่งโพสเมทัล ด้วยประการละฉะนี้

23. Envy – Recitation

โพสร็อค/สครีโมรุ่นเก๋าจากแดนอาทิตย์อุทัยกับงานที่เอนไปทางโพสร็อคมากกว่าสครีโมเสียอีก สังเกตได้จากไลน์กีต้าร์ประสานที่ละเลียดและดูหวานหยดย้อยมากขึ้นกว่าชุดก่อนหน้า แต่ก็นั่นละครับ ไลน์กีต้าร์ของพวกเขาในชุดนี้มีความงดงามดุจงานศิลป์ บางช่วงนั้นก็มีการประสานที่ไพเราะและอลังการราวกับมีออร์เคสตร้าเพิ่มมาอีกนับสิบชิ้น ส่วนเมโลดี้นั้นเดิมทีก็มีความไพเราะอยู่แล้วก็เติมความซับซ้อนเข้าไปอีกเสียหน่อยจะเป็นไร แต่จะว่าไป ท่อนที่เป็นสครีโมพวกเขาก็ยังทำได้หนักแน่นเช่นเดิม โดยรวมแล้ว ชุดนี้คือการทดแทนความหนักหน่วงด้วยความละเอียดอ่อนของกีต้าร์แบบโพสร็อคนั่นเอง

24. Loscil – Endless Falls

เท่าที่ได้รู้จักกับนายคนนี้จากอัลบั้ม Plume มา งานเขาในชุดนั้นออกจะเป็นโดรนกึ่งๆ IDM นิดๆ แต่พอมาชุดนี้ เขาเปลี่ยนไปแล้ว แถมเปลี่ยนไปในทางที่ละเมียดละไมกว่าเดิมเสียด้วย โดยงานชุดนี้เขาได้นำเครื่องสายเล็กๆน้อยๆมาประสาน แถมบีทในชุดนี้ก็แลจะลุ่มลึกกว่าชุดก่อนด้วย เรียกว่างานของเขามีการเติบโตขึ้นมากจากชุดก่อนอยู่มากโข

25. Kaipa – In the Wake of Evolution

งานชุดนี้คืองานชุดที่สองของไลน์อัพใหม่ที่ไร้เงาของน้ารอนที่มีพัฒนาการขึ้นในทุกด้าน และนักดนตรีแต่ละคนได้โอกาสแสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะซาวด์กีต้าร์ของ Per (จาก Scar Symmetry) ซึ่งเริ่มจะปรับตัวเข้ากับองต์ประกอบโดยรวมของวงได้แล้ว ทำให้งานมีสุ้มเสียงหนาแน่นและกลับมามีแสงสว่างอีกครั้ง คงต้องบอกได้คำเดียวละครับว่า Kaipa กลับมาแล้ว แม้จะเป็นเหมือนคนละวงกับยุคแรกๆก็ตาม

------------

ขอให้สนุกกับการฟังเพลงครับ :D