2008/Jun/22



1. Life in Technicolor
2. Cemeteries in London
3. Lost!
4. 42
5. Lovers in Japan/Reign of Love
6. Yes/Chinese Sleep Chant (Hidden Song)
7. Viva La Vida
8. Violet Hill
9. Strawberry Swing
10. Death and All His Friends/The Escapist (Hidden Song)

ในช่วงเดือนนี้ กระแสข่าวคราวเกี่ยวกับอัลบั้มใหม่ของ Coldplay ค่อนข้างจะมาแรงพอสมควร ทำให้แฟนๆของวงนี้ต้องเก็บเงินเพื่อจะเอางานชุดนี้กลับมาให้ได้ แต่ในเมื่อค่าย EMI ในบ้านเราก็ปิดตัวไปแล้ว จึงกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากในการหาซื้ออัลบั้มนี้ไปโดยปริยาย แต่แล้วแผงซีดีขาใหญ่อย่าง B2S ก็ใจกล้าเอาซีดีอัลบั้มนี้ผ่านทางค่ายอิมแพ็คซึ่งเป็นตัวแทนนำเข้าแผ่นจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งคาดว่ากรณีนี้จะเกิดขึ้นกับอัลบั้มใหม่ของ Sigur Ros ด้วยเช่นกัน ส่วนงานชุดนี้ของ Coldplay นั้นออกมาตั้งแต่วันที่ 12 ที่ผ่านมานี้เอง (วันนั้นเป็นวันเกิดของผู้เขียนเองด้วย) หลังจากวางแผงได้ไม่นาน งานชุดนี้ก็ขึ้น Top Album ใน UK Chart อย่างรวดเร็ว เนื่องจากยอดขายที่อังกฤษนั้นสูงในระยะเวลาอันสั้น วงที่ขายได้ดีอย่างรวดเร็วแบบนี้ก็หายากอยู่พอควร โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในค่ายเล็กๆก็คงจะไม่ต้องพูดถึงกันเลยละว่ามันแย่แค่ไหน (ในกรณีนี้ยกเว้นกลุ่มศิลปินที่เล่นโดรนเมทัล เพราะพวกเขาคงจะดีใจมากถ้าขายได้เกิน 100 แผ่น)

งานใหม่ของ Coldplay ชุดนี้มีการลงทุนค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ไล่ไปตั้งแต่โปรดักชั่นที่สวยงาม โดยพวกเขานำรูป "Liberty Leading the People" ของ Eugene Delacroix จิตรกรในยุคต้นศตวรรษที่ 19 ขึ้นมาเป็นหน้าปก ภาพนี้ถูกวาดขึ้นเพื่อระลึกถึงการปฏิวัติของประเทศฝรั่งเศสในปี 1830 ส่วนชื่ออัลบั้มนั้นแปลว่า "ใช้ชีวิตอย่างยาวนาน" และมีที่มาจากภาพวาดชิ้นหนึ่งของจิตรกรชาวเม็กซิกันที่ชื่อ Frida Kahlo ชีวประวัติของเธอถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ด้วย หลายๆคนคงจะคุ้นกันนะครับสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Frida ที่แสดงนำโดย Salma Hayek ที่ออกมาในปี 2002 ส่วนแพ็คเกจนั้นก็ออกมาเป็น Gatefold Sleeve ซึ่งจะเป็นเหมือนซองที่บรรจุแผ่นเสียงนั่นเอง และภายก็จะบรรจุบุ๊คเล็ตเอาไว้นั่งดูเครดิตกันเพลินๆ (ไม่มีเนื้อเพลงหรอกครับ) สำหรับอาร์ตเวิร์คข้างในก็ค่อนข้างรกกว่าชุดที่แล้วๆมา เรียกว่าใกล้เคียงกับอัลบั้ม Hail to the Thief ของ Radiohead เลยก็คงจะได้ละกระมัง และอีกช่องหนึ่งก็บรรจุซองใส่ซีดีซึ่งสามารถเก็บได้ง่าย (แถมลดปัญหาโลกร้อนอีกด้วย)

งานดนตรีในชุดนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน เรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็คงจะได้ และอีกอย่าง พวกเขาก็ได้โปรดิวเซอร์ระดับแถวหน้าในวงการดนตรีอย่างลุงไบรอัน อีโน มาช่วยเสริมความเข้มข้นให้มากขึ้นไปอีก พวกเราจะได้ยินเสียงคีย์บอร์ดและ Soundscapes ที่ลุงอีโนเป็นผู้สร้างสรรค์อย่างครอบคลุมไปเกือบทั้งอัลบั้ม พร้อมกันนี้ก็จะมีเสียงเครื่องสายรวมอยู่ด้วย ทำให้รายละเอียดของแต่ละเพลงมีรายละเอียดมากขึ้น ส่วนเครื่องดนตรีหลักของวงก็มีบทบาทในการสร้างเสียงมากขึ้นกว่าชุดที่แล้วๆมาอีกด้วย อารมณ์ของแต่ละเพลงจึงดู "สว่าง" มากกว่าเดิมบ้างไม่มากก็น้อย กีต้าร์ของ Jonny ได้สร้างริฟที่สะอาดมากขึ้นเพื่อประสานงานกับเบสอย่างรู้ใจ แล้วเขาก็สร้างสุ้มเสียงที่แตกต่างไปจากชุดก่อนๆมาก (สามชุดที่ผ่านมาซาวด์จะไม่หนีกันเท่าใดนัก) ส่วนกลองก็สร้างลูกเล่นได้มากขึ้นเช่นกัน แต่ว่าเพลงในอัลบั้มนี้จะเน้นไปทางเพลงจังหวะกลางมากกว่า ทำให้ Will ตีได้อย่างสบายๆ พร้อมกับเบสที่สร้างเสียงได้หนาเพื่อให้ตัวเพลงแน่นยิ่งขึ้น ส่วนการเล่นเปียโนของพี่คริสก็เสมอตัว แต่ด้วยภาคดนตรีที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการเล่นไปนิดหน่อยเท่านั้น และตัวพี่เขาเองก็ร้องเพลงได้อย่างชาญฉลาดโดยเลือกที่จะใช้เสียงต่ำมากกว่าการหลบเสียง เพื่อให้เกิดอารมณ์เพลงอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากเราได้ยินเสียงหลบสูงของเขามาสามชุดแล้ว ถ้าเปลี่ยนแบบแผนบ้างจะเป็นอะไรไป นอกจากนี้ก็ยังมีเสียงร้องประสานอยู่บ้างเป็นช่วงๆ

เพลงบางเพลงในอัลบั้มนี้ก็เข้าใกล้ความเป็นโพสร็อคมากพอควร แต่บางเพลงก็มีกลิ่นอายของ U2 อยู่บ้าง อาทิเช่น Hidden Track ที่ต่อจากเพลง Yes ซึ่งก็คือ Chinese Sleep Chant ที่ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมาจาก Beautiful Day ของวงหลังอยู่กลายๆ เพียงแต่ถ้าซาวด์กีต้าร์แรงกว่าอีกนิดละก็จะกลายเป็น U2 อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนเพลงบางที่เข้าใกล้โพสร็อคนี่คงเป็นเพราะการออกแบบเสียงกีต้าร์ที่เกื้อกูลกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือเพลง Hidden Track ที่ต่อจากเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม The Escapist ที่เน้นการใช้กีต้าร์และ Soundscapes เป็นหลัก ซึ่งผมก็คิดว่าพวกเขาต้องการที่จะทดลองในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน พวกเขาจงใจจะให้ Life in Tecnicolor เป็นอินโทรและ The Escapist เป็นเอาโทรของอัลบั้ม แต่สิ่งที่ทำให้ดนตรีของ Coldplay เปลี่ยนไปจริงๆก็คือ การที่ลุงอีโนสร้าง Soundscapes ขึ้นมาเพื่อนำไปประกอบกับทำนองได้อย่างงดงาม พร้อมกันนั้นแกก็ได้เอาอิทธิพลของตัวแกเองเข้าไปในเพลงของวงด้วยเล็กน้อย โดยที่อาจจะยังไม่รู้ตัว

อัลบั้มชุดนี้คือการกลับมาอย่างก้าวกระโดดของ Coldplay เลยก็คงจะได้ ด้วยความที่ดนตรีของพวกเขามีความเปลี่ยนไปมากเช่นนี้ ก็อาจจะส่งผลให้แฟนเพลงเก่าๆของวงไม่ชอบชุดนี้ คงเป็นเพราะบางส่วนยังถวิลหาดนตรีบริทปอปที่ไพเราะแบบหม่นๆที่พวกเขาเคยทำอยู่ แต่ถ้าคนที่เพิ่งจะฟังชุดนี้เป็นชุดแรกก็คงจะหลงรักเข้าได้ เพราะแต่ละเพลงก็เข้าถึงได้ไม่ยากจนเกินไป และยังสามารถฟังได้ตั้งแต่ต้นจนจบ อัลบั้มนี้น่าจะเป็นอัลบั้มที่ "สว่าง" ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมาก็เป็นได้ ส่วนงานดนตรี ผมขอจัดให้ไปอยู่ในหมวดอาร์ตร็อคก็แล้วกันนะครับ  เพราะพวกเขาสร้างสีสันที่สวยงามเหมือนกับภาพวาดบนปกอัลบั้ม บางทีมันอาจจะเป็นมาสเตอร์พีซในใจคุณไปแล้วก็ได้ ลองติดตามดูครับ